บทที่ 9 ไม่ยอมก้มหัวให้ความเย็นชา

คำว่า 'เสียเวลาชีวิต' หลุดออกมาจากปากของคนที่เขาตราหน้าว่าเป็นเพียงกาฝาก ทำเอาตุลย์ถึงกับยืนนิ่งไป รอยยิ้มเยาะที่มุมปากค่อยๆ จางหายไป ท่าทีสงบเสงี่ยมเจียมตัวที่เขาเคยเห็นมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงผู้หญิงที่กล้าต่อกรกับเขาด้วยเหตุผลที่คมกริบ

"เธอคิดว่าตัวเองกำลังพูดอยู่กับใคร" น้ำเสียงของทายาทตระกูลใหญ่กระด้างขึ้นกว่าเดิม แววตาที่เคยมองอย่างดูแคลนเริ่มมีร่องรอยของความไม่พอใจอย่างรุนแรง

"กำลังพูดอยู่กับผู้ชายที่หลงตัวเองไงคะ" ปรางปวีร์สวนกลับทันทีโดยไม่ลังเล "คุณกลัวใช่ไหมคะคุณตุลย์"

"ฉันต้องกลัวอะไรจากคนอย่างเธอ!"

"คุณกลัวว่าการมีอยู่ของปรางจะไปสั่นคลอนความสำคัญของคุณ" หญิงสาววิเคราะห์พฤติกรรมของเขาออกมาอย่างจะแจ้ง

"คุณกลัวว่าคุณลุงจะแบ่งปันความรัก หรือแม้กระทั่งสมบัติที่คุณหวงแหนไปให้คนนอก คุณถึงต้องคอยสร้างกำแพง กฎเหล็กบ้าบอพวกนั้น และใช้คำพูดร้ายกาจเพื่อกดปรางให้ต่ำลงอยู่ตลอดเวลา... ทั้งหมดนี้ก็เพื่อกลบเกลื่อนความไม่มั่นใจในตัวเองของคุณ"

"อย่ามาทำเป็นรู้ดี!" ตุลย์ตวาดเสียงกร้าว

"ปรางพูดความจริงค่ะ" เธอไม่สะทกสะท้าน

"คุณกำลังทำตัวเหมือนเด็กเอาแต่ใจที่หวงของเล่น หวาดระแวงไปสารพัด ทั้งๆ ที่ปรางไม่เคยคิดจะอยากได้อะไรจากคุณเลยแม้แต่เศษกระดาษ คุณลุงมีพระคุณกับปราง ปรางตอบแทนท่านด้วยการตั้งใจเรียนและช่วยเหลืองานเล็กๆ น้อยๆ เท่าที่ทำได้ ปรางรู้สถานะตัวเองดี ไม่จำเป็นต้องให้คุณมาคอยย้ำเตือนทุกลมหายใจเข้าออก"

"หุบปากเดี๋ยวนี้!"

"ความจริงมันรับฟังยากใช่ไหมคะ" ปรางปวีร์ก้าวเข้าไปหาเขาหนึ่งก้าวอย่างท้าทาย เป็นครั้งแรกที่เธอเป็นฝ่ายลดระยะห่างระหว่างกัน

"คุณเกิดมามีพร้อมทุกอย่าง เงินทอง อำนาจ นามสกุลที่ยิ่งใหญ่ บารมีที่ล้นเหลือ... แต่สิ่งเดียวที่คุณขาดหายไปคือ 'วุฒิภาวะ' และ 'การให้เกียรติเพื่อนมนุษย์'"

ตุลย์สูดลมหายใจเข้าลึก สันกรามบดเข้าหากันแน่น ชายหนุ่มจ้องมองริมฝีปากบางที่กำลังพ่นคำพูดเสียดแทงตัวตนของเขาอย่างไม่กะพริบตา

"คุณแม่ของปรางอาจจะไม่ได้ร่ำรวย ไม่ได้มีหน้ามีตาทางสังคม" เธอยังคงพูดต่อไป น้ำเสียงกังวานชัดเจนก้องไปทั่วโถงทางเดิน

"แต่ท่านก็สอนให้ปรางรู้จักให้เกียรติคนอื่น สอนให้รู้ว่าคุณค่าของคนไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขในบัญชีธนาคาร หรือนามสกุลที่ต่อท้าย... การที่คุณใช้คำพูดเหยียดหยามคนอื่นเพียงเพื่อให้ตัวเองรู้สึกสูงส่งขึ้น มันไม่ได้ทำให้คุณดูน่าเกรงขามเลยค่ะคุณตุลย์"

ร่างเล็กหยุดเว้นจังหวะเพียงชั่วครู่ นัยน์ตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาดุดันของเขาอย่างเปิดเผย

"มันทำให้คุณดูน่าสมเพชต่างหาก"

ประโยคสุดท้ายถูกเปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่หนักแน่น ทุกถ้อยคำพุ่งตรงเข้ากระแทกความเย่อหยิ่งและศักดิ์ศรีของทายาทตระกูลใหญ่จนแหลกละเอียด รอยยิ้มหยันบนใบหน้าหล่อเหลาจางหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความตึงเครียดที่แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูอากาศ

ชายหนุ่มผู้คุ้นเคยกับการควบคุมทุกสิ่ง ไม่เคยมีใครกล้าปฏิเสธ ไม่เคยมีใครกล้าสั่งสอน และยิ่งไม่เคยมีใครกล้ามองเขาด้วยสายตาสมเพชเวทนาแบบนี้มาก่อน

ตุลย์ยืนอึ้งไปเสี้ยววินาที ก่อนที่แววตาจะแปรเปลี่ยนเป็นความวาวโรจน์ด้วยความโกรธ

ปรางปวีร์ไม่รอให้อารมณ์คุกรุ่นของคนตรงหน้าปะทุขึ้นมาเป็นพายุ หญิงสาวอาศัยจังหวะที่ทายาทตระกูลใหญ่กำลังยืนนิ่งงันจากการถูกตอกกลับอย่างเจ็บแสบ หมุนตัวเดินเลี่ยงออกมาจากโถงทางเดินฝั่งนั้นทันที สองเท้าก้าวฉับๆ ทิ้งระยะห่างออกไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เธอไม่แม้แต่จะเหลียวหลังกลับไปมอง ไม่สนใจว่าเขาจะยืนกำหมัดแน่นหรือกำลังสบถด่าไล่หลัง

แม้ภายนอกเมื่อครู่จะดูเด็ดเดี่ยวและต่อปากต่อคำได้อย่างฉะฉาน แต่ทันทีที่พ้นหัวมุมทางแยกและลับสายตาดุดันคู่นั้น ฝ่ามือเล็กก็เริ่มสั่นน้อยๆ จากแรงอารมณ์ที่เพิ่งปะทะกันอย่างดุเดือด หญิงสาวพรูลมหายใจออกทางปากยาวเหยียดเพื่อระบายความกดดันที่อัดแน่นอยู่ในอก แข้งขาของเธออ่อนแรงลงชั่วขณะจนต้องยกมือขึ้นยันกำแพงหินอ่อนเพื่อพยุงตัว การเผชิญหน้ากับผู้ชายอย่างตุลย์ต้องใช้พลังงานมหาศาล เขาเหมือนหลุมดำที่คอยดูดกลืนความมั่นใจและความอดทนของเธอไปจนเกือบหมด

ปรางปวีร์เดินตรงไปยังโถงประตูด้านหน้า ลุงคนขับรถประจำบ้านยืนรออยู่ข้างรถยุโรปสีดำที่สตาร์ตเครื่องยนต์เตรียมพร้อมเอาไว้แล้ว

"แฟ้มเอกสารที่คุณลุงตระการลืมไว้ค่ะ" เธอยื่นซองสีน้ำตาลที่ใส่แฟ้มส่งให้อีกฝ่าย

"ขอบคุณครับคุณปราง" ชายสูงวัยรับไปถือไว้ ก่อนจะขมวดคิ้วมองใบหน้าของหญิงสาวอย่างพินิจพิเคราะห์

"หน้าซีดๆ นะครับเนี่ย ไปปะทะคารมอะไรกับคุณตุลย์มาอีกหรือเปล่า ลุงยืนรออยู่ที่รถยังได้ยินเสียงแกตะโกนโวยวายลั่นลงมาถึงข้างล่างเลย"

"นิดหน่อยค่ะลุงมี" เธอตอบปัดคนขับรถพร้อมกับพรูลมหายใจออกมายาวเหยียด

"ความคิดเห็นไม่ค่อยตรงกันนิดหน่อย ลุงมีรีบเอาเอกสารไปส่งคุณลุงตระการเถอะค่ะ ท่านน่าจะรีบ"

"เฮ้อ ลุงล่ะปวดหัวแทนคุณปรางจริงๆ" คนขับรถส่ายหน้าไปมาอย่างระอา

"ปรางรับมือไหวค่ะลุง ขอบคุณมากนะคะที่เป็นห่วง ปรางชินแล้วล่ะค่ะกับอารมณ์ผีเข้าผีออกของเขา"

"ถ้าเกิดแกอาละวาดหนัก หรือคุณปรางอยากให้ออกมารับ ก็โทรหาลุงได้ตลอดเวลาเลยนะครับ ไม่ต้องเกรงใจ"

"ได้ค่ะ ขับรถระวังนะคะ"

ปรางปวีร์ยืนมองจนรถเคลื่อนตัวพ้นรั้วประตูเหล็กดัดออกไปจนลับสายตา เธอเอนแผ่นหลังพิงกับเสาหินอ่อนหน้าประตู สูดลมหายใจเข้าลึกจนสุดปอดแล้วผ่อนออกมาช้าๆ เพื่อระบายความอึดอัด ฝ่ามือเล็กยกขึ้นลูบหน้าตัวเองเบาๆ พยายามสลัดแววตาวาวโรจน์ของทายาทตระกูลใหญ่ทิ้งไปจากหัว

หญิงสาวหมุนตัวเดินกลับเข้ามาด้านในคฤหาสน์ โถงกลางบ้านที่โอ่อ่าและกว้างขวางยิ่งทำให้รู้สึกอึดอัด เธอไม่อยากกลับขึ้นไปบนห้องนอนตัวเองในเวลานี้ เพราะการเดินขึ้นบันไดหลักเสี่ยงต่อการเผชิญหน้ากับเจ้าของบ้านที่อาจจะเดินสวนลงมาได้ทุกเมื่อ ปรางปวีร์ตัดสินใจเบนทิศทาง ก้าวเท้าเดินลัดเลาะไปตามโถงทางเดินปีกซ้ายของคฤหาสน์ ซึ่งเป็นโซนที่เงียบสงบและแทบจะไม่มีใครเดินเข้ามาใช้งาน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป